Wholly Cow  สเต็กเนื้ออิมพอร์ตเนียนนุ่มละลายในปาก
  1. Wholly Cow สเต็กเนื้ออิมพอร์ตเนียนนุ่มละลายในปาก

Wholly Cow สเต็กเนื้ออิมพอร์ตเนียนนุ่มละลายในปาก

หากเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยอารีย์ 2 ซึ่งสามารถเข้าได้สองทาง คือทางซอยพหลโยธิน 5 หรือซอยราชครู กับซอยพหลโยธิน 7 หรือซอยอารีย์
[Ad] • 7 มี.ค. 2013 · โดย

หากเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยอารีย์ 2 ซึ่งสามารถเข้าได้สองทาง คือทางซอยพหลโยธิน 5 หรือซอยราชครู กับซอยพหลโยธิน 7 หรือซอยอารีย์ เพียงไม่กี่ร้อยเมตรจากปากซอย จะเจอโอเอซิสเล็กๆ ของคนที่รักการกินดื่ม อย่างร้าน "Wholly Cow" ที่มีสเต็กอร่อยๆ ไวน์ราคาเบาๆ และซิการ์ ให้หลบหนีความวุ่นวายจากโลกภายนอกมาพักผ่อนเงียบๆ กับอาหารและเครื่องดื่มที่ถูกปาก

เริ่มกันที่ "Spaghetti Scallop with Lobster Sauce" (ราคา 280 บาท) สปาเก็ตตี้ผัดหอยเชลล์ซอสกุ้ง ซึ่งพิเศษตรงที่ซอสกุ้งทำมาจากซุปล็อบสเตอร์ เพื่อให้ได้รสชาติของความเป็นทะเล แต่ไม่คาวเพราะมีเครื่องเทศแบบไทยๆ อย่างพริกแห้ง เพิ่มความเข้มข้นเผ็ดร้อนของสปาเก็ตตี้ ตามด้วยรสเปรี้ยวจาก Dried Tomato และรสเค็มมันจากมะกอกดำดอง จบด้วยส่วนที่เป็นไฮไลท์ของจานอย่างหอยเชลล์ตัวใหญ่ที่นำเข้าจากอเมริกา เนื้อหวานนุ่ม ไม่คาวและยังมีความชุ่มฉ่ำอยู่ในเนื้อหอยเชลล์ เป็น สปาเก็ตตี้ที่ให้รสชาติแบบไทยๆ ไม่เลี่ยน

"Spaghetti Scallop with Lobster Sauce"

หอยเชลล์ตัวใหญ่ และซอสกุ้งล็อบสเตอร์เข้มข้นที่เคลือบเส้นสปาเก็ตตี้เอาไว้จนทั่วส่วนเมนูเอกของ "Wholly Cow" ที่เป็นตัวชูโรง และเหมาะจะสั่งมากินกับไวน์นานาชนิดของร้านที่สุด ก็คือ เมนูสเต็ก ที่มีให้เลือกทั้งสเต็กหมูและสเต็กเนื้อ

"Special Pork Chop"

เนื้อหมูที่นวดจนนุ่มเริ่มกันที่สเต็กหมู กับ "Special Pork Chop" (ราคา 350 บาท) พอร์คช็อปหมูนุ่มย่างกับซอสเห็ด เป็นเนื้อหมูที่ผ่านการหมักและนวดด้วยกรรมวิธีพิเศษจนนุ่มเนียนไปทั้งชิ้น เวลากินแค่หั่นเบาๆ เนื้อหมูก็ขาดออกจากกันได้โดยง่าย แล้วราดด้วยน้ำซอสเกรวีที่มีหลายแบบ ทั้งเกรวีพริกไทยรสเผ็ดร้อน หรือมัชรูมซอส ที่ทำจากเห็ดหอม และเกรวีแบบปกติ กินสเต็กแกล้มกับ "Potato Wedges" หรือมันฝรั่งที่ทอดทั้งเปลือก ซึ่งมันฝรั่งทอดของ "Wholly Cow" พิเศษตรงที่ปรุงรสด้วยปาร์ปริก้า และเครื่องปรุงรสอื่นๆ ก่อนจะนำไปฟรีซเพื่อหมักมันฝรั่งให้เครื่องปรุงซึมเข้าถึงเนื้อในของมันฝรั่ง แล้วค่อยนำไปทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ให้รสชาติมันฝรั่งทอดที่แตกต่างจากมันฝรั่งทอดแท่งสี่เหลี่ยมทั่วๆ ไป

"Melt Rib Eye"

เนื้อโคขุนออสเตรเลียที่ย่างแบบมีเดียม แรร์

เนื้อเนียนนุ่มหั่นง่ายและเมนูที่คนรักเนื้อต้องสั่ง คือ "Melt Rib Eye" (ราคา 650 บาท) เนื้อริบอายลาย โคขุนออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเนื้อที่มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อเยอะ และจะละลายเมื่อโดนความร้อน ซึ่งไขมันที่ละลายก็จะแทรกเข้าไปในชิ้นเนื้อ ทำให้เนื้อทั้งชิ้นนุ่มจนแทบละลายในปากสมชื่อเมนู กินคู่กับผักลวก และ "Potato Wedges" ตัวเดียวกับที่เสิร์ฟในเมนูพอร์คช็อป ซึ่งเมื่อกินคู่กันกับสเต็กเนื้อ ก็จะยิ่งช่วยเสริมรสชาติของกันและกันมากขึ้น

"Smoked Salmon with Rocket Salad"ส่วนคนที่มองหาอะไรเบาๆ สั่ง "Smoked Salmon with Rocket Salad" (ราคา 220 บาท) หรือสลัดผักร็อกเก็ตกับปลาแซลมอนรมควัน น่าจะเหมาะที่สุด เพราะใช้ผักร็อกเก็ตที่มีความมันและความเผ็ดติดปลายลิ้นอยู่นิดๆ และแซลมอนรมควันชิ้นกำลังดี ราดด้วยน้ำสลัดบัลซามิกรสออกเปรี้ยว ซึ่งจะตัดรสกับแซลมอนและผักร็อกเก็ตได้ดี เป็นสลัดที่ไม่เลี่ยน และไม่มีส่วนผสมที่เป็นครีมให้คนกลัวอ้วนกังวล

"ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโกเบ"และหากใครไม่อยากกินอาหารจานหนักเกินไป หรือแค่แวะมากินกลางวันง่ายๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ "Wholly Cow" ก็มีเมนูง่ายๆ แต่ไม่ธรรมดา อย่าง "ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโกเบ" ให้สั่งมากิน ซึ่งแม้จะเป็นเมนูง่ายๆ แต่ก็ยังไม่ทิ้งความพิเศษ เพราะเนื้อที่ใช้ทำก๋วยเตี๋ยวเป็นเนื้อโกเบของไทย ซึ่งนุ่มไม่แพ้เนื้อโกเบของญี่ปุ่น และในชามจะมีเนื้อหลายส่วนผสมกัน เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสของเนื้อที่หลากหลายตอนกิน เช่น เนื้อน่องลาย ที่ใช้เวลาตุ๋นค่อนข้างนานเพื่อให้ได้เนื้อที่เปื่อยนุ่ม และเนื้อส่วนน่องลายนี้ วัวทั้งตัวจะมีอยู่เนื้อน่องลายอยู่แค่สองเส้นเท่านั้น ซึ่งทางร้านจะต้องสั่งจองไว้เป็นพิเศษ จึงจะได้เนื้อส่วนนี้มาในปริมาณที่เพียงพอจะทำขายได้ ส่วนน้ำซุปของก๋วยเตี๋ยวเป็นสูตรพิเศษเฉพาะของ "Wholly Cow" เท่านั้น

มีเนื้อหลายชนิดรวมอยู่ในชามเดียวแต่หากใครไม่กินเนื้อ ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวหมูให้เลือกสั่ง รวมทั้งหม้อไฟที่จะใส่เนื้อทุกแบบลงไป เช่น เนื้อเปื่อย เนื้อสด เนื้อน่อง ลูกชิ้นเอ็น ลูกชิ้นเนื้อ

"Chocolate Souffle"

เป็นขนมที่ต้องรีบกินตอนร้อนๆ จะอร่อยที่สุดปิดท้ายด้วยของหวานหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู อย่าง"Chocolate Souffle" (ราคา 180 บาท) ที่ต้องกินตอนร้อนๆ แบบยกมาเสิร์ฟปุ๊บ ก็ต้องรีบกินปั๊บ ไม่อย่างนั้นช็อกโกแลตด้านนอกจะฟุบได้ และเมื่อเจาะเนื้อของซูเฟล่ลงไปจนถึงข้างใน ก็จะเจอกับช็อกโกแลตลาวาอุ่นๆ หวานๆ ขมๆ รสเข้มข้นไหลเยิ้มอยู่ด้านใน กินคู่กับไอศครีมโฮมเมดรสวานิลลาที่มีรสชาติซ่าๆ ติดอยู่ที่ปลายลิ้นด้วย เป็นเมนูที่ผสมผสานของร้อนกับของเย็นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

"Wholly Cow Cocktail" ส่วนเครื่องดื่ม ถ้ามาช่วงเย็นๆ สั่งค็อกเทลสีสวย มานั่งดริงค์เพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร และรสชาติในการคุยกับเพื่อนๆ ด้วยก็จะเหมาะมาก ลองสั่ง "Wholly Cow Cocktail" (ราคา 280 บาท) ค็อกเทลสีเขียวน้ำทะเลที่มีลูกเล่นเป็นเจลลี่สีแดงอมส้มที่ผสมวอดก้าลงไป แล้วเพิ่มรสชาติของเครื่องดื่มให้วูบวาบด้วยมิโดริ ตามด้วยความเปรี้ยวซ่าจากน้ำมะนาวจนออกมาเป็นเครื่องดื่มสีเขียวน้ำทะเลสดใส เวลาดื่มจะดื่มส่วนที่เป็นน้ำ แล้วใช้ช้อนตักส่วนที่เป็นเจลลี่กินตามเข้าไป หรือจะคนทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วจิบพร้อมกันทีเดียวเลยก็ได้ รสชาติหวานๆ ซ่าๆ อมขมนิดๆ แบบนี้ ช่วยให้สเต็ก หรืออาหารจานหลักรสชาติกลมกล่อมขึ้นด้วย

แก้วไวน์จะให้ประทุกโต๊ะ

ห้องเก็บไวน์หลากหลายชนิดแต่ถ้าใครอยากจะได้เครื่องดื่มที่แรงกว่านี้ ลองสั่งไวน์มาดื่มคู่กันก็ได้ ซึ่งที่ "Wholly Cow" มีให้สั่งทั้งเป็นแก้ว (แก้วละ 200 บาท) และเป็นขวด ถ้ามากันหลายๆ คนสั่งเป็นขวดก็จะคุ้มกว่า เพราะไวน์ที่ "Wholly Cow" ราคาไม่แพง และมีให้เลือกทั้งไวน์จากโลกเก่า เช่น ไวน์จากฝรั่งเศส สเปน อิตาลี ฮังการี และไวน์จากโลกใหม่ เช่น ไวน์จากชิลี ออสเตรเลีย อาร์เจนติน่า และอเมริกา แล้วยังมีสปาร์คกลิ้ง ไวน์จากสเปนที่ใช้วิธีการหมักไวน์แบบเดียวกับไวน์ฝรั่งเศส ซึ่งไวน์ที่ควรสั่งมากินคู่กับสเต็กที่สุด ก็คือไวน์แดง ซึ่งตัวที่แนะนำให้สั่ง คือ "Bin 7" เป็นไวน์ที่ราคาไม่สูงมาก แต่มีจุดเด่นตรงที่กลิ่นโอ๊คของถังที่ใช้หมัก ซึ่งให้กลิ่นชัดเจน เพิ่มอรรถรสในการจิบไวน์มากขึ้น และอีกตัวที่แนะนำคือ "Vina Tarapaca" ไวน์แดงจากชิลี ที่มีกลิ่นหอมและรสชาติเข้มข้นไม่แพ้ไวน์จากโลกเก่าอย่างฝรั่งเศส หรือสเปนเลย

ตัวอย่างมีดชนิดต่างๆ

โซนที่เป็นส่วนตัวที่สุดของร้านและถ้าใครเป็นคนชอบศึกษาหาเกร็ดความรู้ในการกินอาหาร และชอบการกินอาหารที่ได้เรียนรู้อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ "Wholly Cow" ก็มีเรื่อง "มีด" ที่ใช้หั่นเนื้อสัตว์ให้เรียนรู้ด้วย เพราะว่าที่ร้านมีมีดหลายประเภทให้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับอาหารแต่ละชนิดด้วย เช่น "Fish Knife" หรือ "มีดหั่นปลา" / "Tenderloid Knife" หรือ "มีดหั่นเนื้อเทนเดอร์ลอยด์" / "Poultry Knife" หรือ "มีดหั่นเป็ดและไก่" ลองศึกษาเพื่อเลือกใช้มีดให้เหมาะกับการอาหารแต่ละชนิดที่สั่งมากิน ก็จะช่วยทำให้การกินอาหารที่ต้องใช้มีดช่วย สะดวกและง่ายดายขึ้นเมื่อใช้มีดที่มีขนาดและความคมเหมาะกับความหนา และลักษณะพื้นผิวของอาหารและหากใครสนใจเทรนด์สูบซิการ์ ที่ "Wholly Cow" ก็มีซิการ์เตรียมไว้ให้ด้วย

กับบรรยากาศแบบคันทรี ที่จำลองโรงบ่มไวน์ด้วยผนังอิฐสีส้มแบบเปลือย และวัสดุตกแต่งที่ทำจากไม้ที่ช่วยทำให้เกิดความอบอุ่น ทำให้บรรยากาศดูสบายๆ และไม่เกร็ง และด้วยโต๊ะเก้าอี้ที่จัดไว้หลากหลายโซน "Wholly Cow" จึงเหมาะจะเป็นทั้งร้านที่นัดเพื่อนๆ มาสังสรรค์ หรือพาคนรักมาดินเนอร์มื้อค่ำ และแม้กระทั่งจะนัดคุยธุรกิจ หรือแค่เข้ามานั่งกินอาหารคนเดียวชิลล์ๆ ก็ทำได้หมดWholly cow Restaurant Wine & Cigar Barที่อยู่ : 31/4 ซอยอารีย์ 2 (ซอยราชครู หรือซอยพหลโยธิน 5) ถนนพหลโยธิน สามเสนใน , พญาไท , กรุงเทพมหานครโทร : 02-619-8177,02-619-8178//www.facebook.com/whollycow.bangkok

แผนที่

ร้านอยู่ตรงข้ามเขตพญาไท ซอยอารีย์ 2
map

การติดต่อ

Wholly Cow Restaurant Wine & Cigar Bar
Phone number : 02-619-8177, 02-619-8178
ซอย อารีย์สัมพันธ์ 2,พญาไท